กระรอกบิน..ปริศนาแห่งค่ำคืน

21 ธ.ค.

ในความมืดอันเงียบสงัดกลางผืนป่าเต็งรังเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ มีเสียงก๊อกแก๊กดังขึ้นเบาๆเหนือยอดไม้ ทำให้ต้องแหงนมองหาที่มาของเสียงนั้น  ภาพที่เห็นผ่านความมืดสลัว มีร่างเล็กๆสีเทาปรากฏขึ้น มันดูระแวดระวังและขี้อายเอามากๆ อึดใจเดียวมันก็กระโจนออกไปพร้อมกับกางแผ่นหนังที่ยึดติดอยู่กับขาทั้งสี่ มองเห็นเป็นสีขาวเทา

เจ้าตัวปริศนาที่ร่อนผ่านเราไปนั้นมันคือ กระรอกบินเล็กแก้มขาว หรือที่คนอีสานเรียกว่า บ่างตอง มันเป็นกระรอกบินที่มีขนาดกระทัดรัด ลำตัวปกคลุมด้วยขนละเอียดสีเทา ส่วนแก้มและท้องมีสีขาวอมเหลือง ปลายหางสีน้ำตาล มันวิ่งและไต่ไปตามกิ่งไม้ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว อุปกรณ์เสริมของมันอีกอย่างคือหางที่มีลักษณะแบนคล้ายใบพายที่ช่วยในการบังคับทิศทาง เจ้าตัวดีกำลังง่วงอยู่กับการวิ่งหาลูกไทรที่กำลังสุกได้ที่

กระรอกบินไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยการร่อนบ่อยนัก โดยทั่วไปถ้าเป็นกิ่งไม้ พุ่มไม้ มันจะใช้วิธีในการกระโดดข้ามไป แต่ถ้าตำแหน่งที่มันต้องการไปอยู่ห่างมากมันก็จะเลือกใช้วิธีการร่อน แม้จะดูน่าทึ่งกับรูปแบบการเดินทางของมัน ก็อดเสียวไส้อยู่ดีเพราะถ้าหากมันกะพลาดไปนิดเดียว ร่างเล็กๆของมันก็อาจจะกระแทกเข้ากับต้นไม้หรือไม่ก็หล่นตุ้บลงดินเอาง่ายๆ สำหรับที่นี่นกแสกเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของพวกมันมาช้านาน

กระรอกบินที่ชาวบ้านแถบอีสาน เรียกว่า บ่าง นั้น มีอยุ่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กระรอกบินเล็ก ในประเทศไทยพบอยู่ 8 ชนิด ส่วนในอีสานนั้น กระรอกบินที่ชาวบ้านรู้จักกันมีอยู่ 3 ชนิด คือ บ่างรอก , บ่างตอง และบ่างหนู ซึ่งมีขนาดลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ

อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามาก คือ พญากระรอกบิน ในไทยพบอยู่ 4 ชนิด คือ พญากระรอกบินหูดำ ที่ชาวบ้านที่ป่าภูหลวงเรียกว่า “บ่างดาว”, พญากระรอกบินหูแดง หรือ “บ่างแดง” ,  พญากระรอกบินสีดำ พบที่ป่าภาคใต้ ไม่พบในภาคอีสาน และพญากระรอกบินหูดำหางสีเข้ม คนอีสานเรียกว่า “บ่างลัวะ” จากคำบอกเล่าของน้าคำพันธ์ ชาวบ้านในดงภูหลวง บางคนเชื่อว่าบ่างเป็นยาอายุวัฒนะ จึงไม่น่าแปลกใจที่กระรอกบินจะสูญพันธุ์ไปจากหมู่บ้านของเขาแล้ว  แต่ทุกวันนี้ที่ดงภูหลวง ชาวบ้านส่วนใหญ่จะใช้การส่องไฟหาสัตว์ป่าตอนกลางคืนแล้วยิงด้วยอาวุธปืน บางครั้งอาจโชคดีได้คืนละ 6-7 ตัวบางคืนอาจโชคไม่ดีได้สัตว์อื่นแทน เช่น หมีขอ ลิงลม อีเห็น เก้ง เป็นต้น

นอกจากการล่าเพื่อนำมาเป็นอาหารและยาแล้ว กระรอกบินยังเผชิญชะตากรรมไม่ต่างจากสัตว์ชนิดอื่นที่ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฏหมาย ตลาดนัดจตุจักรแหล่งค้าสัตว์ป่าในกรุงเทพฯ เป็นหนทางที่นำไปสู่การสูญเสียเพื่อนร่วมโลกอย่างน่าตกใจ

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว นอกจากจะมีกระรอกบินเล็กแก้มขาวแล้ว ยังมีกระรอกอีกชนิดหนึ่งที่มีขนาดความยาวกว่า 1 เมตรจากหัวถึงปลายหาง ยิ่งตอนที่มันกางร่มบินขนาดเท่าจอ 17 นิ้ว ของเครื่องคอมพิวเตอร์ออกแล้วร่อนลงมาเหมือนฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Tomb Raider  กระรอกบินที่พบที่นี่ คือ กระรอกบินหูดำหางสีเข้ม

Indian Giant Flying Squirrel หรือ บ่างลัวะ เป็นกระรอกบินขนาดใหญ่ เฉพาะส่วนหัวและลำตัวก็เกือบ 50 เซนติเมตร ส่วนหางก็ยาว ๕๕ เซนติเมตร  ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่มากนี่เอง มันจึงไต่ไปบนกิ่งไม้ได้ค่อนข้างช้า ไม่คล่องแคล่วว่องไวเหมือนพวกกระรอกบินขนาดเล็ก สำหรับอาหารที่พญากระรอกบินหูดำหางเข้ม กินเป็นอาหารมื้อใหญ่ก็คือ ลูกกระโดนซึ่งแก่ได้ที่มีขนาดใหญ่เท่าไข่เป็ด รวมถึงยอดอ่อนของต้นกระโดน

ในบางครั้งหลังจากที่พญากระรอกมันกิน ยอดไม้ ดอกไม้ และลูกไม้ป่า จนอิ่มมากมันจะไม่สามารถร่อนไปใหนต่อได้เลย นอกจากนี้ชาวอะบอริจินยังยืนยันว่าพวกเขาเคยเห็น พญากระรอกบินกินเปลือกไม้ บางชนิดกินแมลงตัวหนอน และในบางครั้งยังกินไข่นกในรังบนต้นไม้ด้วย

ในมาเลเซีย มีรายงานที่ชี้ให้เห็นว่า นอกจากบทบาทหน้าที่ในการทำให้ห่วงโซ่อาหารยามค่ำคืนเกิดความสมดุลแล้วการดำเนินชีวิตของบรรดากระรอกบินยังส่งผลต่อความสมบูรณ์ของผืนป่าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะจากการช่วยผสมเกสรดอกไม้ป่าขณะที่มันกำลังกินน้ำหวาน การเลือกกินลูกไม้ป่าบางชนิดที่ถือเป็นการตัดแต่งลูกไม้จากช่อที่ดกเกินไปเพื่อให้ลูกที่เหลือเติบโตต่อไปอย่างสมบูรณ์ และเป็นการควบคุมไม่ให้มีพันธุ์ไม้บางชนิดเกิดขึ้นมากเกินไปในป่า นอกจากนี้การร่อนไปไหนต่อไหนเป็นระยะทางไกลๆของมันยังช่วยในการกระจายพันธุ์ไม้บางชนิด อย่างมะเดื่อ ไทร อีกด้วย

สรุปความจาก: เรื่อง “กระรอกบิน…ปริศนาแห่งค่ำคืน” นิตยสารสารคดี ปีที่ 21 ฉบับที่ 247 เดือนกันยายน 2548

ผู้ประพันธ์:   เริงฤทธิ์ คงเมือง

ผู้สรุปความ:   น.ส.อมรพันธ์  นรลักษณ์

ข้อมูลเพิ่มเติม 

กระรอกธรรมดาและกระรอกบินอยู่ในวงศ์กระรอกเหมือนกัน แม้ว่าจะต่างวงศ์ย่อยกันเพราะมีความแตกต่างบางประการ ทั้งรูปร่างและพฤติกรรม และกระรอกบินนั้นดูจะเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างลึกลับ ก็เป็นเพราะพฤติกรรมที่หากินตอนกลางคืนของมันนั้นเอง

ลักษณะปลีกย่อยอื่น ๆ นั้นก็แตกต่างกันไม่มากนัก พอที่จะบอกได้ว่ามันเป็นกระรอกเหมือนกัน คือ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่อยู่ในตระกูลสัตว์ฟันแทะ ร่างกายมีขนปกคลุมอาจจะสั้นหรือยาวแล้วแต่สายพันธุ์ สีขนมีตั้งแต่สีส้ม สีครีม สีน้ำตาล สีเทา เข้มขึ้นจนถึงสีดำ หางยาว บางครั้งอาจมีความยาวมากกว่าลำตัวเป็นเสมือนคัดท้ายเรือเวลามันร่อน บางคนอาจจะสังเกตเห็นว่า กระรอกบินมีดวงตาที่กลมโตกว่ากระรอกทั่วไป เพราะในด้านพฤติกรรม กระรอกบินปรับตัวให้มีกิจกรรม ในเวลากลางคืน

ดังนั้น มันจึงต้องการดวงตาที่รับแสงได้มากในที่มืดตามแบบฉบับของสัตว์ราตรีอื่น ๆ ขาของ กระรอกบินก็จะยาวกว่ากระรอกธรรมดาเพื่อช่วยในการร่อน และจะมีกระดูกอ่อนพิเศษชิ้นหนึ่งยาวออกมาช่วยในการควบคุมแผ่นหนังเมื่อทำการร่อน ที่พิสดารแบบที่กระรอกทั่วไปเทียบไม่ติดก็คือ มัน “ ร่อน ” ไปในอากาศได้เป็นระยะทางไกล แผ่นหนังสองข้างลำตัวก็จะมีประโยชน์ตรงนี้แหละ แต่วิธีการต้านแรงดึงดูดด้วยแผ่นหนังโต้ลมนั้นก็เหมือนกับเรือบินกระดาษที่เราพับเล่นกัน ตอนเด็ก ๆ กระรอกบินจึงอยู่กลางอากาศได้เพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ไม่ได้บินเป็นอิสระเหมือนนก

การจับคู่ผสมพันธุ์ 

ช่วงฤดูที่พวกมันจะผสมพันธุ์มีสองครั้ง คือช่วงฤดูหนาวตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม และฤดูร้อนช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ตัวผู้มักจะออกวิ่งและร่อนไล่ตามตัวเมีย พร้อมส่งเสียงร้อง “ วอยย…วอยย…วอยย… ” ยาวๆ และเยือกเย็น ในช่วงนั้นมันจะไม่ค่อยกลัวหรือสนใจคน สนใจแต่จะตามตัวเมีย บางครั้งมีตัวผู้ถึง ๙ ตัวไล่ตัวเมียเพียงตัวเดียว แต่กระรอกบินจะเป็นสัตว์ที่รักเดียวใจเดียวทีละแค่ตัวเดียว คือจะจับคู่กันผสมพันธุ์และอยู่ด้วยกันกับคู่ของตัวเองเท่านั้น…ถ้าใช้ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ก็ต้องบอกว่า มันมีระบบการผสมพันธุ์แบบ Monogamy นั่นเอง กระรอกบินจะตกลูกครั้งละ ๑-๒ ตัวเพราะพ่อและแม่กระรอกบินจะมีการลงทุนสูงในด้านพลังงานการเลี้ยงดูลูกคือทุ่มเทให้ลูกมาก

ข้อมูลเพิ่มเติม จาก  http://std.kku.ac.th/4631800138/homepage2.html

คำถามทบทวนความเข้าใจ

1.คนภาคอีสานเรียกกระรอกบินเล็กแก้มขาวว่าอะไร

ก.ข้างตอง

ข.บางตอง

ค.บ่างตอง

ง.ร้างตอง

2.อวัยวะส่วนใดของกระรอกบินเล็กแก้มขาวที่ใช้บังคับทิศทางในเคลื่อนที่

ก.หู

ข.หาง

ค.ขา

ง.หัว

3.จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุด

ก.กระรอกบินเล็กแก้มขาวเป็นกระรอกที่มีขนาดกระทัดรัด

ข.กระรอกบินเล็กแก้มขาวเป็นกระรอกบินที่มีขนาดใหญ่

ค.กระรอกบินเล็กแก้มขาวมีขนสีเขียว

ง.กระรอกบินเล็กแก้มขาว จัดเป็นสัตว์ปีก

4.ในการเคลื่อนไหวที่เป็นระยะห่าง กระรอกบินจะใช้วิธีใด

ก.บิน

ข.ร่อน

ค.กระโดด

ง.เดิน

5.ในประเทศไทยพบพญากระรอกบินกี่ชนิด

ก.6 ชนิด

ข.5 ชนิด

ค.4 ชนิด

ง.3 ชนิด

6.พญากระรอกบินสีดำสามารถพบได้ทางภาคใดของไทย

ก.ภาคเหนือ

ข.ภาคใต้

ค.ภาคอีสาน

ง.ภาคกลาง

7.ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว พญากระรอกบินหูดำชอบกินอะไรเป็นอาหาร

ก.ลูกกระโดน และยอดอ่อนของต้นกระโดน

ข.แอปเปิ้ล

ค.เงาะ

ง.ลำใย

8.กระรอกจัดเป็นสัตว์ประเภทใด

ก.สัตว์ปีก

ข.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม

ค.สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

ง.สัตว์จำพวกแมลง

9.กระรอกบินออกลูกครั้งละกี่ตัว

ก.5-6 ตัว

ข.3-4 ตัว

ค.8-9 ตัว

ง.1-2 ตัว

10.ชาวบ้านทีป่าภูหลวงเรียกพญากระรอกบินหูดำว่าอะไร

ก.บ่างดาว

ข.บ่างแดง

ค.บ่างลัวะ

ง.บ่างตอง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: